Tel. 02-574-0555, 02-574-6556, 02-984-4568
info@dental-tmd.com | facebook

ปรัชญาการรักษาของทันตแพทย์ชวาล สมศิริ

ปรัชญาการรักษาของทันตแพทย์ชวาล สมศิริ

กรณีศึกษา : การรักษาความผิดปกติของข้อต่อขากรรไกร ตามปรัชญาการรักษาของทันตแพทย์ชวาล สมศิริ (1987-1994 มหาวิทยาลัยแฟรงค์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี)

เรื่อง ปรัญชาการรักษาของทันตแพทย์ชวาล สมศิริ กับกรณีของ Katie G.

กรณีศึกษานี้ ผมขอเรียกคนไข้รายนี้ด้วยนามสมมุติว่า Katie G. นะครับ ซึ่งเรื่องนี้ผมไม่ได้มีเจตนาที่จะตำหนิแพทย์ผู้ให้การรักษาท่านใด หรือ ปรัชญาการรักษาแบบอื่นใด แต่เป็นการแสดงเจตจำนง และปรัชญาการรักษาคนไข้ที่มี ความผิดปกติของข้อต่อขากรรไกรตามวิถีทางแห่งปรัชญาการรักษาของผม ที่ได้พิสูจน์ครั้งแล้วครั้งเล่า ว่าทฤษฎืการรักษาตามวิธีการของผมถูกต้องและได้ผลกับคนไข้ทุกคน ทันตแพทย์ทุกท่านที่ได้ดำเนินรอยตามหลักปรัญชาการรักษาที่ผมได้ให้ไว้ นับว่าท่านมาถูกทางแล้วครับ

Katie G. เธอมีอาการ ความผิดปกติของข้อต่อขากรรไกร เรื่องของเธอเริ่มต้นขึ้นในปี 1987 เธอเล่าว่า ข้อต่อขากรรไกรของเธอ มีเสียงดังขณะอ้าและหุบปากมาเป็นเวลา 3 ปีแล้ว เธอได้ไปพบแพทย์ทาง หู คอ จมูก ENT จากการตรวจ แพทย์ไม่พบความผิดปกติใดๆ แต่ได้ส่งเธอให้กับ จิตแพทย์
จิตแพทย์ท่านนั้นทำอะไรไม่ได้ แต่ท่านได้แสดงความเห็นอกเห็นใจต่อ Katie เป็นอย่างมาก Katie ได้ไปพบศัลยแพทย์ขากรรไกรในปี 1990 ท่านได้เสนอให้ เธอ ได้รับการรักษาทาง ศัลยกรรมข้อต่อขากรรไกร (ทำการเปิดข้อต่อขากรรไกร เพื่อซ่อมหมอนรองกระดูก disc) สิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือ ท่านบอกว่าศัลยกรรม ข้อต่อขากรรไกร เป็นทางเลือกทางเดียวเท่านั้นที่จะแก้ปัญหา ของ Katie ได้

ผมได้บอกกับ Katie ว่า ทางเลือกที่ดีที่สุดขณะนี้ก็คือ หาหมอคนใหม่ ผมให้การรักษาคนไข้ที่มีความผิดปกติของข้อต่อขากรรไกร (หรือที่เรียกกันสั้นๆว่าคนไข้ TMD) มานานเป็นเวลากว่า 36 ปีแล้ว ตั้งแต่ปี 1982 หลักการรักษาเปลี่ยนไป การรักษาประเภทรุกเร้าหายไป คงอยู่แต่การรักษาแบบประคับประคอง ฟื้นฟูบูรณะการทำงาน และสภาพของ ข้อต่อขากรรไกรโดยใช้การรักษาที่ไม่ก้าวร้าว เช่นการรักษา Orthopedics ต่อ ข้อต่อขากรรไกร การยืดกล้ามเนื้อ การนวดกดจุด และประคบอุ่น ทันตกรรมจัดฟัน และบางกรณีอาจร่วมกับศัลยกรรมขากรรไกร แต่มิใช่ ศัลยกรรมข้อต่อขากรรไกร

Katie ได้รับการวิเคราะห์ว่า เป็นคนไข้ TMD และมีอาการเกือบครบทุกอย่างเท่าที่จะพบได้รวมทั้ง ความเจ็บปวดขณะอ้า และหุบปาก อ้าปากกว้างมากไม่ได้ เธอนอนกัดฟัน แม้เวลาตื่นบางครั้งเธอก็กัดฟัน และอื่นๆๆ เธอไม่ต้องการศัลยกรรมข้อต่อขากรรไกร

ระหว่างปี 1988 ถึง ปี 1990 เธอต้องใช้ชีวิต ทนทุกข์ทรมาณอยู่ กับปัญหาข้อต่อขากรรไกร มันทำให้คุณภาพชีวิตของเธอ ตกต่ำเป็นอย่างมาก

ปี 1991 เธอได้พบกับทันตแพทย์จัดฟันท่านหนึ่ง ท่านเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยที่น่าเชื่อถือ ท่านได้ทำ เฝือกฟันบน upper splint ให้เธอใส่ตลอดเวลา Katie จะถอดออกก็แต่เมื่อเธอแปรงฟันเท่านั้น Katie ใส่มันเป็นเวลา 14 เดือน อาการ TMD ของเธอดีขึ้นบ้าง
ทำไมหรือ ? เพราะว่า splint ฟันบนชิ้นนั้น บางเกินไป ฆันจึงไม่มีคุณสมบัติทาง orthopedic หรือ ไม่มี stretching effects splint ฟันบนจะกีดกั้นมิให้
ขากรรไกรล่าง และ ข้อต่อเคลื่อนไหวได้อย่างอิศระ หรือล๊อกเอาไว้ ทำให้ใส่ได้ไม่สบาย ทฤษฎีของผมก็คือการปลดปล่อยขากรรไกรล่าง ให้สามารถ เคลื่อนไหวได้อย่างอิศระ (Free the mandible) และ ปลดเปลื้องภาระแรงกดที่เข้าสู่ข้อต่อขากรรไกร (unloading the joints)

นอกจากนี้แล้ว เธอยังได้รับความทรมาณจาก การปวดหัวแบบ Migraine อีกด้วยตลอดระยะเวลามากกว่า 15 ปี เธอไม่เคยทราบเลยว่า สาเหตุหลักของ Migraine ก็คือการสบฟันที่ผิดปกติ (malocclusion or bad bite) ซึ่งก่อให้เกิดแรงกระแทก ที่ละน้อยๆ สู่ข้อต่อขากรรไกร กล้ามเนื้อของเธอจึงต้องทำงาน (constriction) ตลอดเวลาเพื่อป้องกันขากรรไกร และข้อต่อมิให้ต้องรับแรงที่ผิดปกติจากการสบฟันกระแทก
กล้ามเนื้อจึงเกิดเป็นตะคริวขึ้น ทำงานไม่ประสานกัน เกิดเสียงดังผิดปกติขณะอ้า และหุบปากและอาการเจ็บปวด ทั้งสามสิ่งนี้ คือ สัญญาณอันตรายที่ดังขึ้น เพื่อเรียกร้องความสนใจจากเจ้าของระบบ ให้หันมาดูแล เอาใจใส่ และแสวงหารการรักษา

ตุลาคม 1991 เธอได้มาพบผม

ผมได้อธิบายเรื่องการรักษา ที่แบ่งออกเป็น 2 ระยะให้ฟัง

ระยะที่ 1 เรียกว่า “Jaw Orthopedics” โดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่า “เบาะรองฟัน” หรือ splint ในฟันล่าง เรียกกันว่า “The Bangkok Splint” เพื่อเป็นเกียรติ์ แก่เมืองที่ผมเกิด เป็นการรักษา ตามอาการ
ระยะที่ 2 เรียกว่า “The Orthodontic Treatment” การรักษาโดยทันตกรรมจัดฟัน เพื่อทำการปรับการสบฟันให้ถูกต้อง เป็นการรักษาแก้ไขที่สาเหตุ
หลังจากที่ เธอใส่ the BKK Splint เป็นเวลา 48 ช.ม. แล้ว อาการ Migraine หายไป ทำให้เธอรู้สึกราวกับว่าเกิดใหม่ทีเดียว การรักษานี้ทำให้เธอมีความไว้วางใจต่อหลักการการรักษาของผม เป็นอย่างมาก

จากการใส่ splint ของเธอ ทำให้การสบฟันด้านหน้าของเธอเปลี่ยนไป เกิดการสบอ้ามาก จนไม่สามารถทำการรักษาต่อได้โดยทันตกรรมจัดฟันแต่เพียงลำพัง, (อ่าน case demo – JPR – ใน website ของเรา). การใช้การรักษาทันตกรรมจัดฟันร่วมกับ ศัลยกรรมขากรรไกรเท่านั้น ที่จะช่วยให้เราจบการรักษาโดยมี การสบฟันที่มีการทำงานเป็นปกติได้ (functional occlusion)

8 เดือนต่อมา เมษายน 1992 Katie ได้รับการจัดฟันเพื่อการผ่าตัด presurgical-orthodontic treatment
12 เดือนต่อมา Katie ได้รับการผ่าตัด upwards repositioning of the maxilla, and mandibular advancement…
ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะรักษา ข้อต่อขากรรไกร กระดูก และระบบบดเคี้ยวทั้งหมด ดึงให้เข้าสู่สมดุลย์อีกครั้งหนึ่ง

แม้ว่า การผ่าตัดในทั้งสองขากรรไกร จะเป็นการผ่าตัดใหญ่ และเธอต้องการเวลาพักฟื้นถึง 3
สัปดาห์ และหลังจากนั้น เธอยังคงต้องรับการรักษาทันตกรรมจัดฟันหลังการผ่าตัดอีก 9 เดือน เพื่อที่จะปรับการสบฟันของเธอให้ใช้ได้ดี แต่เธอก็จะได้รับการสบฟันที่มี canine guidance เป็นเครื่องตอบแทน (อ่านเรื่อง การสบฟันที่ถูกต้อง และ canine guidance ในwebsite ของเรา)

ฟันบนและล่างของเธอถูกมัดเข้าด้วยกันเป็นเวลา 2 สัปดาห์ 8 สัปดาห์หลังศัลยกรรม Katie ได้รับการฝึกการบริหารขากรรไกร จนสามารถฟื้นฟูระยะการอ้าปากของเธอได้ดังเดิม

ศัลยกรรมขากรรไกร หรือ Orthognathic (jaw) surgery เป็นคนละเรื่องกับ ศัลยกรรมข้อต่อขากรรไกร “Joint surgery” เพื่อที่จะซ่อมแซม หมอนรองกระดูก หรือกล้ามเนื้อภายใน ข้อต่อขากรรไกร ซึ่งผมไม่เห็นด้วย…….
ศัลยกรรมข้อต่อขากรรไกร ทำให้เกิด “Myofibrosis” หรือการจับตัวกันของเนื้อเยื่อพังผืดในกล้ามเนื้อทำให้คนไข้ อ้าปากได้น้อยลงทุกราย
สิ่งที่เลวร้ายที่สุดของ ศัลยกรรมข้อต่อขากรรไกรก็คือ การเกิด “Joint fibrosis” หรือ “Ankylosis” การที่ ข้อต่อขากรรไกร เชื่อมกับเบ้ากระดูก ทำให้คนไข้ อ้าปากได้น้อยลงทุกราย
ผมตระหนักดีว่า มิใช่ทุกคนที่เห็นด้วยกับการทำศัลยกรรมขากรรไกร และจะต้องกระทำโดยทีม แพทย์ – ทันตแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น
ถ้ากระทำได้ โดยการรักษา ความผิดปกติของข้อต่อขากรรไกร (TMD) ด้วย BKK splint และตามด้วย ทันตกรรมจัดฟัน เพื่อทำการปรับการสบฟันให้ถูกต้องเพียงเท่านั้น……ผมก็จะทำ
แต่ในกรณีที่ยากๆ เช่นมี่ความผิดปกติของกระดูกขากรรไกรร่วมด้วย ดูเหมือนว่า ศัลยกรรมขากรรไกร orthognathic (jaw) surgery จะเป็นทางออกเพียงทางเดียวที่มี
ศัลยกรรมของข้อต่อขากรรไกรต่างหากที่เป็นสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง

ถ้าคนไข้ TMD จะถูกทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษา จนกระทั่งเกิดอาการข้อต่ออักเสบระยะสุดท้าย osteoarthritis และเกิดการละลายตัวของกระดูก และ ข้อต่อขากรรไกรเกิดขึ้นแล้ว
จะเห็นได้จากภาพถ่ายทางรังสี ว่ามีการสึกกร่อนอย่างรุนแรง ขอบกระดูกไม่เรียบ เหมือนขอบกระดูกที่ขาดวิ่น…………….เมื่อถึงระยะนี้ แม้มีเงินทองมากมายก็ช่วยอะไรไม่ได้
ดังนั้นท่านไม่ควรมองข้ามเสียง “Clicking” ของข้อต่อขากรรไกรที่ไม่มีอาการเจ็บปวด ข้อต่อเหล่านี้ได้ร้องขอความช่วยเหลือแล้ว……..

เชื่อหรือไม่ว่า ในปัจจุบันนี้ ยังคงมี ศัลยแพทย์ และ ทันตแพทย์จัดฟันหลายท่านที่เชื่อการผ่าตัดเพื่อซ่อม เบาะรองกระดูกในข้อต่อขากรรไกร หรือทดแทนด้วยวัสดุบางชนิด
ส่วนใหญ่ท่านเหล่านี้ เพียงแต่ได้อ่านรายงานในวารสารทางการแพทย์ ประสบการณ์ตรงมีเพียงบางท่านเท่านั้น โอกาศที่จะประสบความสำเร็จ จาก “Joint Replacement” นั้นต่ำมาก ในขณะนี้

ความจริงก็คือ ข้อต่อขากรรไกร หรือ TMJ เป็นข้อต่อที่สับสนวุ่นวาย (complex) ที่สุดในบรรดาข้อต่อของมนุษย์ ข้อต่ออื่นๆ ถูกจัดว่าเป็นข้อต่อเดี่ยว “Single joint” ในขณะที่ ข้อต่อขากรรไกร ถูกจัดว่าเป็นข้อต่อคู่ “Dual Joints” เพราะมีข้อต่อ 2 ข้อที่ต้องทำงานร่วมกัน มี จุดหมุน 2 จุด ทำงานร่วมกันในระบบคานที่มหัศจรรย์ กล้ามเนื้อหลายชิ้นที่เกาะติดอยู่กับข้อต่อนี้และขากรรไกรล่าง มีการเคลื่อนไหวในแบบของ การหมุน และการเคลื่อนที่ไปพร้อมกันทั้งชุด
ความยุ่งยากดังกล่าวทำให้ การสร้าง เบาะรองกระดูกเทียม artificial disc หรือตัวข้อต่อนี้เทียม เป็นไปไม่ได้ ในปัจจุบันยังไม่มี technology ใดๆที่จะเข้ามาทำแทนได้

Katie พูดว่า ขอบคุณ คุณหมอ Dr. S. มากนะคะที่ให้การรักษาที่วิเศษสุดแก่ดิฉัน
คุณหมอได้ช่วยชีวิตของดิฉันไว้ ดิฉันจะไม่มีวันลืมคุณหมอเลย และจะขอบอกเพื่อนๆทุกคนที่มีปัญหา ข้อต่อขากรรไกร ให้แสวงหาการรักษาแบบที่ ประคับประคองเสียก่อน

ผมตอบเธอว่า ขอบคุณสำหรับความไว้วางใจที่คุณมีต่อผม ต่อปรัชญาการรักษาของผม
ขอให้คุณโชคดีนะครับ……..Katie G.

ปรัชญาการรักษาของทันตแพทย์ชวาล สมศิริ

กรณีศึกษา : การรักษาความผิดปกติของข้อต่อขากรรไกร ตามปรัชญาการรักษาของทันตแพทย์ชวาล สมศิริ (1987-1994 มหาวิทยาลัยแฟรงค์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี) เรื่อง ปรัญชาการรักษาของทันตแพทย์ชวาล สมศิริ กับกรณีของ Katie G.

Read more...